warning: setlocale: LC_CTYPE: cannot change locale (UTF-8): No such file or directory

-bash: warning: setlocale: LC_CTYPE: cannot change locale (UTF-8): No such file or directory

วิธีแก้
พิมพ์หรือ copy โค้ดด้านล่างแล้ววางบน terminal กด Enter เพื่อรันคำสั่ง

vi /etc/environment

กด i บนแป้นพิมพ์ เพื่อเข้าโหมด insert แล้ว copy วางหรือพิมพ์ข้อความนี้ลงไป

LANG=en_US.utf-8
LC_ALL=en_US.utf-8

จากนั้นกด Esc เพื่ออกจากโหมด insert
ต้องการบันทึก กดพิมพ์ :wq เพื่อเขียนและออก

เปิดให้แสดงโฟลเดอร์ ที่ซ่อนไว้บน macOS

รันคำสั่งนี้ผ่าน Terminal นะครับ

defaults write com.apple.Finder AppleShowAllFiles true

จะเป็นการแสดงโฟลเดอร์ที่ถูกซ่อนไว้ ส่วนมากจะเป็น โฟลเดอร์เบื้องหลังที่มี . นำหน้าชื่อ ระบบเลยทำการซ่อนไว้

แก้(ขัด) คลิกขวาแล้ว copy “” as pathname บน macOS Big Sur ไม่ได้

ก่อนหน้านี้แอดมินใช้งาน High Sierra ใช้งานได้ปกติผ่านการคลิกขวาที่ตัวไฟล์แล้วเลือก copy “” as pathname หลังอัพเดทลง Big Sur ใหม่แล้วมีปัญหาไม่แสดง ยังหาวิธีแก้อื่นไม่ได้

ตอนนี้แก้โดยการใช้งานผ่าน คีย์ลัดบนแป้นพิมพ์คือ

กด command + option + c



แก้ Permission denied บน macOS

ลง macOS ใหม่แล้วมีปัญหารันคำสั่ง shell script ไม่ได้เหมือนเดิม ติด Permission denied

วิธีแก้คือ ให้ตั้งค่าการเข้าถึงไฟล์ใหม่ โดยรันคำสั่งนี้ บน terminal

sudo chmod 755 “ที่อยู่ไฟล์คำสั่ง”

ตัวอย่าง

sudo chmod 755 /Users/gamee/Work/batch/mkvextractTracks.sh

การใช้งาน vim บน termimal (macOS)

vim เป็น text editor หรือโปรแกรมที่ช่วยในการสร้างหรือแก้ไขไฟล์ text ผ่าน terminal
โดยคำสั่งง่ายๆ เบื้องต้นตัวอย่างเช่น

แอดมินต้องการสร้างไฟล์หรือแก้ไข text ใน crontab
พิมพ์คำสั่งผ่าน terminal

crontab -e

terminal จะแสดงหน้าต่าง

ในรูปด้านบนจะเห็นว่าไม่สามารถที่จะพิมพ์ข้อความอะไรได้ในทันที จำเป็นต้องกด i ก่อน

จะเห็นว่าตอนนี้ จะมีข้อความแถบด้านล่างขึ้น — INSERT — แปลว่าสามารถพิมพ์ข้อความได้แล้ว

vim มี 3 mode การใช้งานด้วยกัน
1. normal mode – ใช้ในการพิมพ์คำสั่งจัดการไฟล์ต่างๆ
2. insert mode – ใช้ในการพิมพ์ข้อความลงไปในไฟล์
3. visual mode – ใช้ในการ drag ข้อความในไฟล์

เมื่อพิมพ์ข้อความใน insert mode เสร็จแล้วต้องกด ESC เพื่อกลับไป normal mode ก่อนที่จะรันคำสั่งอื่นๆ เช่น

ต้องการ สั่งให้เขียน หรือ บันทึก พิมพ์ :w
ต้องการ ออกจากหน้า vim ให้พิมพ์ :q
ต้องการบันทึกแล้วออก ให้พิมพ์ :wq
ต้องการออกโดยไม่มีการแก้ไขหรือบันทึก ให้พิมพ์ :q!

แก้ youtube-dl ไม่ยอมโหลดวีดีโอแบบ playlist

youtube-dl version 2020.11.1

[youtube:playlist] PL0VVVtBqsourX88j5NVsVjWM0ftE8QhDY: Downloading webpage
[download] Downloading playlist: PL0VVVtBqsourX88j5NVsVjWM0ftE8QhDY
[youtube:playlist] playlist PL0VVVtBqsourX88j5NVsVjWM0ftE8QhDY: Downloading 0 videos
[download] Finished downloading playlist: PL0VVVtBqsourX88j5NVsVjWM0ftE8QhDY

แก้ไขโดยลง youtube-dlc ซึ่งเป็น version ที่ถูกแก้ไขแล้ว

python3 -m pip install --upgrade youtube-dlc

คำสั่งในการใช้งานให้ใช้ youtube-dlc แทน youtube-dl
ตัวอย่างคำสั่งอย่างง่าย

youtube-dlc "https://www.youtube.com/playlist?list=[id]"

*** ในตัวอย่างใช้งานผ่าน terminal บน macOS

แยกไฟล์ .rar บน macOS ด้วยแอพ The Unarchiver

ไฟล์ .zip ปกติเราแค่ดับเบิ้ลคลิก mac จะสามารถแยกไฟล์ให้เราเองได้อยู่แล้ว
แต่ไฟล์ .rar ที่เป็นการบีบอัดไฟล์อีกรูปแบบ ตัว mac เองไม่สามารถแยกไฟล์ด้วยตัวเองได้ ต้องลงแอพช่วยคือ The Unarchiver นั่นเอง

ติดตั้งง่ายแสนง่ายคือ เปิด App Store แล้วค้นหา The Unarchiver แล้วกดติดตั้งแค่นั้นเสร็จ

วิธีการใช้งานก็คลิกขวาที่ตัวไฟล์ rar แล้วเลือก open with The Unarchiver


แปลงไฟล์ bin+cue เป็น iso บน macOS

ติดตั้ง bchunk จาก homebrew ใน terminal ด้วยคำสั่ง
brew install bchunk
รอจนคำสั่งทำงานของ terminal เสร็จสิ้น
คำสั่งการใช้งานผ่าน terminal
bchunk [ที่อยู่ หรือ Pathname ไฟล์ bin] [ที่อยู่ไฟล์ cue] [ที่อยู่ไฟล์ iso]
ทำได้อีกวิธีคือ พิมพ์ bchunk เว้นวรรคแล้วลากไฟล์มาวางลง terminal เลย ตัวอย่างคำสั่ง
bchunk /Users/gamee/Downloads/Contra.bin /Users/gamee/Downloads/Contra.cue /Users/gamee/Downloads/Contra.iso
Writing tracks:

 1: /Users/gamee/Downloads/Contra.iso01.iso  624/624  MB  [********************] 100 %